แชร์ลูกโซ่ กลโกงที่แอบแฝงมาในรูปแบบของธุรกิจ

แชร์ลูกโซ่ กลโกงที่แอบแฝงมาในรูปแบบของธุรกิจ

แชร์ลูกโซ่ กลโกงที่แอบแฝงมาในรูปแบบของธุรกิจ

ที่มาของแชร์ลูกโซ่ก็มาจากการเล่นแชร์ในหมู่เพื่อนฝูงกันก่อนนี่เอง สมัยก่อนหรือแม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็น่าจะยังมีที่กลุ่มเพื่อนฝูงที่มีความสนิทสนมใกล้ชิดและไว้เนื้อเชื่อใจกันจะมารวมกลุ่มกันเพื่อเล่นแชร์ ซึ่งการเล่นแชร์ก็หมายถึงการที่แต่ละคนในกลุ่มออกเงินมาคนละจำนวนหนึ่งแล้วแต่ตกลงกัน เช่น 10,000 บาท สมมติว่าเล่นแชร์กันทั้งหมด 10 คน เล่นรอบหนึ่งก็จะมีเงิน 100,000 บาท ในแต่ละรอบทุกคนก็มีสิทธิ์เปียแชร์โดยเขียนจำนวนดอกเบี้ยที่เราจะให้ลงในกระดาษ เมื่อเปิดออกมาใครที่ให้ดอกเบี้ยสูงที่สุดก็จะได้เงินก้อนในงวดนั้นไปก่อน

คนที่เปียแชร์ได้ไปก่อนหลังจากนั้นก็จะเหมือนกับเป็นหนี้ ต้องจ่ายเงินคืนให้กับวงแชร์เท่ากับยอดเงินที่เราเขียนลงไปในกระดาษ เช่น หากเปียแชร์ได้ที่ 1,100 บาท งวดต่อมาอีก 11 งวดเราก็จะต้องจ่ายเงินคืนงวดละ 1,100 บาท ส่วนคนที่ไม่ได้เปียแชร์แต่ส่งเงินทุกงวด ๆ ละ 1,000 บาท เมื่อได้คืนก็จะได้มากกว่า 1,000 บาท ส่วนเกินก็ถือเป็นดอกเบี้ยที่ได้
ข้อดีของการเล่นแชร์ก็คือเป็นช่องทางทำให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อไปใช้จ่ายในธุรกิจได้ การเล่นแชร์นี้มีกฎหมายรองรับว่าสามารถทำได้ ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด โดยมีข้อยกเว้นอยู่ว่าไม่ให้นายวงแชร์เปิดวงแชร์เกินกว่า 3 วง สมาชิกของแต่ละวงแชร์จะต้องไม่เกินกว่า 30 คน นอกจากนั้นยังมีข้อกำหนดในทุนของเงินกองกลางต่อหนึ่งงวดด้วยว่าต้องไม่เกินกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวง
ส่วนแชร์ลูกโซ่นั้นก็มีมานานแล้วเช่นกัน เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาแชร์ลูกโซ่มีรูปแบบที่ไม่ได้ซับซ้อนอย่างเช่นในปัจจุบัน มีลักษณะใกล้เคียงกับการเล่นแชร์แบบปกติ เพียงแต่มีวงผู้เล่นจำนวนมาก มูลค่าของวงเงินในแต่ละงวดก็สูงมากเช่นเดียวกัน แต่การล้มละลายเป็นข่าวใหญ่โตของแชร์ลูกโซ่ในสมัยนั้น อย่างเช่น แชร์แม่ชม้อย หรือบริษัท กรีนแพลนเนท ก็ทำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มขยาดกับแชร์ลูกโซ่ตั้งแต่บัดนั้น
แชร์ลูกโซ่ในปัจจุบันจึงได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากการเล่นแชร์ปกติ จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในผลตอบแทนที่จะได้รับว่ามีที่มาที่ไปเป็นการดำเนินธุรกิจจริง ๆ แชร์ลูกโซ่โดยมากมักมีการโฆษณาในเรื่องผลตอบแทนที่จะได้รับว่ามากกว่าการฝากเงินธนาคารหรือการลงทุนในแบบอื่น ๆ ทำให้สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากประชาชนทั่วไปที่ต้องการผลตอบแทนตรงนี้ได้ ยิ่งช่วงเศรษฐกิจขาลงการทำมาหากินฝืดเคืองเราจะเห็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นมากันเยอะเลย
แชร์ลูกโซ่มักแฝงตัวมากับธุรกิจ 2 รูปแบบด้วยกัน ก็คือ ธุรกิจขายตรง และธุรกิจซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ทุกธุรกิจขายตรงหรือซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์จะเป็นแชร์ลูกโซ่ มีเพียงบางธุรกิจเท่านั้นที่แฝงเรื่องแชร์ลูกโซ่เข้ามาโดยใช้ 2 ธุรกิจนี้บังหน้า ที่แชร์ลูกโซ่สามารถอยู่ได้และไม่หมดไปจากโลกนี้เสียทีก็เพราะความต้องการได้ผลตอบแทนมาก ๆ ของประชาชนอย่างเรานี่แหละจึงทำให้ถูกหลอกได้ง่าย เรียกได้ว่าธุรกิจประเภทนี้อยู่ได้ก็เพราะอาศัยความโลภของคนเรานี่เอง
สำหรับธุรกิจอะไรก็ตามที่มีแชร์ลูกโซ่แอบแฝงอยู่จะมีข้อสังเกต คือ มักจะไม่เน้นที่ตัวสินค้าที่จะขาย แต่จะเน้นในเรื่องของการหาสมาชิกมาเพิ่มหรือต่อยอดไปเรื่อย ๆ และมักต้องมีการจ่ายค่าสมาชิกในราคาสูงหรือหากไม่มีค่าสมาชิก ก็ต้องมีการจ่ายเงินลงทุนเริ่มแรกเป็นเงินก้อนใหญ่ก็มีผลตอบแทนให้ค่อนข้างสูง บางธุรกิจก็มีการจัดให้ผู้เข้าร่วมฟังสัมมนา ดูมีแผนงานสร้างความน่าเชื่อถือ โดยเลือกจัดสัมมนาที่โรงแรมหรือสถานที่หรูหราให้เหยื่อลงเชื่อว่าบริษัทมีความมั่นคง ผลตอบแทนสูงที่ได้มักจะขึ้นอยู่กับการหาสมาชิกมาเพิ่มให้ได้

รวมถึงจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นด้วย ผลตอบแทนที่ธุรกิจนี้จ่ายให้กับสมาชิกเก่าก็มาจากเม็ดเงินลงทุนหรือค่าสมาชิกของสมาชิกใหม่นั่นเอง ไม่ได้เกิดจากการนำเงินไปลงทุนสร้างผลกำไรอย่างที่โฆษณาเอาไว้ บางธุรกิจก็หลอกให้ตายใจด้วยการให้ผลตอบแทนในช่วงแรก อาจเป็นแค่ครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นพอได้เงินจำนวนมากพอที่ต้องการแล้วแล้วก็ปิดบริษัทหรือหนีหายไปเลย

อีกรูปแบบของกลโกงแชร์ลูกโซ่ ก็คือ ใช้การซื้อขายสินค้าผ่านทางออนไลน์บังหน้า สินค้าที่เลือกมักเป็นสินค้ารุ่นใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีวางขายหรือเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการเป็นที่นิยม ธุรกิจเหล่านี้จะหลอกให้เหยื่อโอนเงินเป็นค่ามัดจำให้ก่อนหรือบางรายก็ให้จ่ายเงินเต็มจำนวนเลยก็มี เพื่อให้เหยื่อตายใจการสั่งสินค้าในล็อตแรก ๆ ก็จะมีการส่งสินค้าให้ตามคำสั่งดูแล้วไม่มีปัญหา เมื่อเหยื่อหลงเชื่อมีการสั่งในครั้งต่อ ๆ ไป ทั้งยังมีการชวนเพื่อนมาซื้อเพิ่มด้วย พอยอดการสั่งซื้อในล็อตหลัง ๆ มีจำนวนมากขึ้น คราวนี้ธุรกิจปิดตัวหนีหายไปเลยพร้อมกับเงินมัดจำหรือเงินจ่ายล่วงหน้า คราวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปตามเงินคืนจากใคร
เป็นข่าวมาตลอดในระยะเวลาหลายต่อหลายปี เรื่องแชร์ลูกโซ่นี้ แต่เดี๋ยวก็มีมาอีกเป็นรูปแบบเดิม ๆ บ้าง เป็นรูปแบบใหม่ ๆ บ้าง ก็ยังมีเหยื่อหน้าใหม่มาหลงเชื่อให้หลอกกันอยู่เรื่อย ๆ ต้องระวัง เพราะมีคนมากมายที่ต้องสูญเสียเงินเก็บมาทั้งชีวิตมูลค่าเป็นล้านบาทไปกับกลโกงของคนพวกนี้

สำหรับวิธีที่จะสังเกตเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ก็คือ ดูที่ผลตอบแทนที่จะได้หากดูแล้วมากเกินไปจนผิดสังเกตก็ต้องสงสัยไว้ก่อน อย่าโลภมองแต่ผลตอบแทนจนลืมมองความเป็นไปได้หรือที่มาที่ไปของธุรกิจนั้นให้ดีเสียก่อน และไม่ควรหลงเชื่อหรือเกรงใจกับคนที่มาชักชวนเรา ต่อให้เป็นเพื่อนหรือญาติสนิทก็ตาม หากไม่มั่นใจต้องปฏิเสธไปก่อนเลย ยิ่งธุรกิจที่มาเร่งให้เราต้องรีบตัดสินใจในเวลาสั้น ๆ นี่ต้องอย่าไปหลงเชื่อและรีบตัดสินใจ โดยที่ยังไม่ได้ปรึกษาใครหรือศึกษาธุรกิจให้ดีก่อน เสียโอกาสไปบ้างก็ยังดีกว่าเสียเงินเสียทองจนหมดตัว
สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่ง ก็คือ เราต้องเปิดหูเปิดตารับฟังข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวสารในเรื่องของกลโกงแชร์ลูกโซ่นี้มีต่อเนื่องมาตลอด รูปแบบก็หลากหลายต้องติดตามเพื่อให้เป็นความรู้ไว้จะได้ไม่ถูกหลอกง่าย ๆ หากไม่มั่นในธุรกิจที่จะลงทุน เราสามารถสอบถามข้อมูลไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. เพื่อให้ช่วยตรวจสอบความเป็นมาของธุรกิจว่าเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่กันไว้ดีกว่าแก้

T-bone ประกาศร้านกาแฟเปิดเพลงได้ฟรีไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์

T-bone ประกาศร้านกาแฟเปิดเพลงได้ฟรีไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์

T-bone ประกาศร้านกาแฟเปิดเพลงได้ฟรีไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์

เพจนักน้องวงดังแนวเร้กเก้ – สกา T-bone ประกาศ อนุญาตให้ร้านกาแฟเปิดเพลงของวงได้โดยไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ ชี้หากทำให้บรรยากาศร้านดีขึ้น

กลายเป็นประเด็นดราม่าไม่จบง่ายๆ หลังมีกระแสข่าวกรณีร้านกาแฟที่จังหวัดแพร่ถูกจับละเมิดลิขสิทธิ์เพลงที่เปิดจากยูทูบโดยปรับไป 20,000 บาท และมีการนำมาโพสต์ในเฟซบุ๊กจนเป็นประเด็นที่คนพูดกันมากในช่วง2-3 วันที่ผ่านมา และเมื่อวานมีประเด็นต่อเนื่องเป็นที่สนใจในสังคมโซเชียลเช่นกันเมื่อร้านขายของชำประกาศแก้เผ็ด โดยติดประกาศห้ามลูกค้าฟังเพลงที่เปิดในร้าน เพราะต้องการฟังคนเดียวหากไม่ยอมจะดำเนินการตามกฎหมาย

วันนี้ในเพจของวงดนตรีแนวเร้กเก้ชื่อดัง T-bone ได้ประกาศผ่านเพจว่า
“ถึง..ร้านกาแฟที่รัก
เปิดเพลงของT-bone ได้ทุกร้านนะครับ..
ทีโบนอนุญาติ ให้เปิดได้ครับ..ตามสบายถ้าทำให้บรรยากาศดีขึ้น ทีโบนยินดีครับ…ถ้าร้านกาแฟใดโดนข้อหาเปิดเพลงของทีโบน..โปรดแจงให้ท่านทราบด้วยว่า ทีโบนให้เปิดได้ฟรี..ขอบคุณครับ


ซึ่งประเด็นดังกล่าวชาวโซเชียลให้ความสนใจจำนวนมากเช่นกัน

ประเด็นข้อกฎหมายการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ยังเป็นประเด็นที่ยังมีความเห็นแย้งในสังคม เพราะจากเหตุการณ์ที่มีการจับลิขสิทธิ์เพลงล่าสุดที่ร้านกาแฟจังหวัดแพร่ตามข่าวนั้น ได้มีนักกฎหมายออกมาให้ความเห็นโดยยกฎีกาออกมายืนยันว่าแท้จริงแล้ว การเปิดเพลงในร้านกาแฟ ร้านอาหารไม่ผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2553
……………………………………….
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง “กำลังใจที่เธอไม่รู้” อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง ไม่ปรากฎว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าฟังเพลงโดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าว ซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง
……………………………….

อย่างไรก็ตามมีมุมมองของนักกฎหมายของ หัวหน้าส่วนคุ้มครองลิขสิทธิ์ สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา คุณนุสรา กาญจนกูล ที่เคยให้ความเห็นในเรื่องนี้ในการสัมมนาเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2558 ไว้ว่า การเปิดเพลงผ่านยูทูปของร้านกาแฟ ร้านอาหารถือว่าละเมิดเป็นความผิดโดยมีเนื้อหาบางส่วนดังนี้ ……
กรณีร้านอาหาร และร้านกาแฟ ที่นำเพลงต่างๆ ไปเปิดให้ลูกค้าภายในร้านฟังนั้น ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะการนำงานเพลงมาเผยแพร่นั้น ต้องไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือในแง่แสวงหาผลประโยชน์จากงานเพลง ซึ่งการใช้แต่ละครั้ง ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร ไม่ว่าจะเปิดจากแผ่นเสียงที่ถูกลิขสิทธิ์ หรือแม้แต่เปิดจากวิทยุ ก็ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้น การขออนุญาตการใช้งานเพลงต่างๆ จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นโดยผู้ประกอบการ ต้องดูว่าร้านของตัวเองใช้เพลงอะไร หลังจากนั้นก็ต้องดูว่าบริษัทอะไรเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์อยู่ ส่วนอัตราค่าจัดเก็บนั้นมีหลายอัตรา ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของร้านผู้ขออนุญาต และความถี่ในการใช้งาน แต่ถ้าหากร้านนั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะมองว่าใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร้านนั้นสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอยกเว้นได้…………

เครดิตภาพและเนื้อหาบางส่วนจาก เพจทีโบน T-bone@tboneska.th

7 วิธีประหยัดเงินสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

7 วิธีประหยัด

7 วิธีประหยัดเงินสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

ในยุคปัจจุบันที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้หลายๆ ครอบครัวคิดแล้วคิดอีกในการวางแผนมีบุตร เพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพนั้นสูงเหลือเกิน ไหนจะค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าผ้าอ้อม สิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็ก การศึกษา ฯลฯ เพื่อเป็นประโยชน์แก่คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังวางแผนเรื่องมีบุตร

1. อย่าซื้อของสำหรับลูกน้อยก่อนคลอด
คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะตื่นเต้นที่จะมีลูกน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว จนถึงกับซื้อของเตรียมไว้ให้ลูกน้อยล่วงหน้า แต่พอเวลาลูกคลอดออกมาจริงๆ ของที่เตรียมไว้กลับมีขนาดไม่พอดีกับลูกน้อย ใหญ่เกินไปบ้าง หรือเล็กเกินไปบ้าง ทำให้ต้องเสียเงินซื้อใหม่ ซึ่งทำให้เกิดการใช้เงินโดยไม่จำเป็น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องรีบเตรียมของสำหรับลูกน้อยแต่เนิ่นๆ ก็ได้ค่ะ รอให้ลูกคลอดออกมาก่อน จึงจะรู้ว่าควรซื้ออะไรที่จำเป็นบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเงินหลายรอบค่ะ

2. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
น้ำนมแม่ เป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กแรกเกิดมากที่สุด แถมทำให้ไม่เสียค่าใช้จ่ายค่านมผง คุณแม่เพียงต้องดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรง เพื่อจะได้สามารถผลิตน้ำนมที่มีสารอาหารที่เพียงพอแก่ลูกน้อย แถมช่วยให้คุณแม่กลับมารูปร่างดีเหมือนเดิมก่อนตั้งครรภ์ได้ไวด้วยค่ะ

3. เลี้ยงลูกเอง
การเลี้ยงลูกเอง ทำให้ไม่ต้องเสียค่าจ้างพี่เลี้ยง แถมยังทำให้ลูกมีความใกล้ชิดกับพ่อแม่ ถ้าหากว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องออกไปทำงาน อาจจะขอให้ญาติสนิท เช่น คุณย่าหรือคุณยาย ช่วยเลี้ยงดูลูกให้ก็ได้ค่ะ นอกจากจะเป็นการเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวแล้ว และยังปลอดภัยกับลูกคุณอีกด้วย ดังนั้น การเลี้ยงลูกเอง จึงเป็นวิธีที่ถูกต้องและประหยัดมากที่สุดค่ะ

4. ใช้ผ้าอ้อมผ้าเวลาที่อยู่บ้าน
คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะชอบใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูก เพราะสะดวกดี แต่ว่าใช้ได้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้ง ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ผ้าอ้อมผ้า สามารถนำไปซักและนำกลับมาใช้ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะชำรุด เพียงแต่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ เวลาที่ลูกขับถ่าย ดังนั้น เวลาที่อยู่บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปไหน สามารถเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ ให้ลูกได้ จะช่วยประหยัดเงินได้มากค่ะฃ

 5. ใช้ของมือสอง

ของบางอย่าง สามารถขอจากคนรู้จักที่เคยมีลูกเล็ก เพื่อนำมาใช้ต่อได้ เช่น รถเข็นเด็ก เตียงเด็ก ของเล่น รองเท้าเด็ก เก้าอี้สูงของเด็ก ฯลฯ ซึ่งจะทำให้คุณแม่ประหยัดเงินไปได้อีกมาก แต่ของบางอย่างก็ไม่ควรใช้ของมือสอง เช่น เสื้อผ้า เพราะความเก่าอาจทำให้มีเชื้อโรค และทำให้ลูกน้อยเกิดอาการแพ้ และเจ็บป่วยได้ง่ายค่ะ

6. สอนให้ลูกรู้จักคุณค่าของเงินตั้งแต่เล็กๆ
เมื่อลูกโตขึ้นมาในระดับที่ใช้เงินได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จักคุณค่าของเงิน ว่าพ่อแม่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยเพียงใด กว่าจะได้มาให้ลูกใช้ เมื่อลูกรู้จักคุณค่าของเงินแล้ว ลูกก็จะไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่ขอเงินพ่อแม่ไปซื้อของที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะทำให้พ่อแม่ประหยัดเงินในระยะยาวค่ะ

7. ศึกษาและใช้สิทธิประโยชน์จากการมีบุตร
ในบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานราชการบางแห่ง จะมีสวัสดิการช่วยค่าเลี้ยงดูบุตรแก่พนักงานหรือข้าราชการในสังกัดบริษัทหรือหน่วยงานนั้น ซึ่งจะเป็นการให้เงินจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่มากนัก แต่ก็ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีเงินในการเลี้ยงดูลูกเพิ่มขึ้น และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นข้าราชการ ก็สามารถเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรได้ นอกจากนี้ การมีบุตรยังสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

คำแนะนำทั้ง 7 ข้อนี้ ทำได้ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ หวังว่าคำแนะนำเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ในการวางแผนประหยัดเงินในการเลี้ยงดูลูกนะ

ถ้ารวยแล้วถือว่าประสบความสำเร็จแล้วใช่ไหม?

ถ้ารวยแล้วถือว่าประสบความสำเร็จแล้วใช่ไหม?

ถ้ารวยแล้วถือว่าประสบความสำเร็จแล้วใช่ไหม?

หากพูดถึงเรื่อง “ความสำเร็จในชีวิต” หลายคนอาจจะวัดกันจากหน้าที่การงาน (ตำแหน่งสูงๆ), ชื่อเสียง (โด่งดัง) หรือเงินทอง (รวย) หากใครมีมาก และเห็นเป็นรูปธรรม เราก็มักจะตัดสินคนคนนั้นว่า เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ หรือแม้แต่ตัวเราเองก็ตาม เรามักจะคิดว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จจะต้องก้าวหน้าในหน้าที่การงาน, มีชื่อเสียงโด่งดัง หรือไม่ก็หาเงินได้เยอะๆ มันเลยทำให้เราให้ความสำคัญกับเรื่องงานและเรื่องเงินเป็นพิเศษ หาวิธีหาเงินสารพัด รวมถึงเรื่องการลงทุน การบริหารเงินด้วย โดยเชื่อว่า ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้มากๆแล้ว เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วชีวิตเราก็จะมีความสุข

แต่แท้จริงแล้ว มันเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ?

ลองคิดดูว่า ถ้าเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน โด่งดัง มีชือเสียง มีเงินทองมากมาย แต่สุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยออดๆแอดๆ หรือทำงานหนัก มีเงินเยอะ แต่ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย จะถือว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างนั้นเหรอ?

ดังนั้น ผมจึงคิดว่า การที่เราจะประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต หรือมีความสุขกับชีวิตได้จริงๆ เราจำเป็นจะต้องบริหารองค์ประกอบทั้ง 5 นี้ให้ดีให้ได้ครับ นั่นก็คือ

“งาน” “เงิน” “สังคม” “ครอบครัว” “สุขภาพ”

ซึ่งทุกส่วนล้วนเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งมีปัญหา มันจะส่งผลกระทบถึงส่วนอื่นๆทันที ยกตัวอย่างเช่น

ถ้างานแย่ –> ก็หาเงินได้น้อย อาจจะมีไม่พอกินพอใช้ พอเครียดกับที่ทำงานก็อาจมีปัญหากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง เครียดมากๆเข้า สุขภาพก็แย่ตาม

ถ้าเงินแย่ –> ต่อให้เป็นงานที่ดีก็อาจจะอยากเปลี่ยนงาน พอเงินไม่มีก็เลี้ยงดูครอบครัวไม่ได้ จับจ่ายใช้สอย ทำกิจกรรมต่างๆในการเข้าสังคมลำบาก เจ็บป่วยก็ไม่มีเงินรักษา

ถ้าสังคมแย่–> พอความสัมพันธ์กับคนอื่นๆไม่ดี การงานก็อาจจะติดขัดเพราะไม่มีใครช่วยเหลือ ไม่มีใครสนับสนุน พองานแย่เงินก็แย่ หลายอย่างแย่ก็อาจจะเครียดจนมีปัญหาครอบครัว เครียดปุ๊บสุขภาพก็แย่ตาม

ครอบครัวแย่ –> ถ้ามีปัญหาครอบครัว (ติดการพนัน, ติดเหล้า, นอกใจ, ไม่เอาไหนไม่มีอนาคต ฯลฯ) ทะเลาะกับคนในครอบครัว ชีวิตไม่มีสุขแน่ๆ เมื่อจิตไม่มีสุข เครียด ทั้งงาน เงิน สังคม สุขภาพ ก็แย่ตามหมด

สุขภาพแย่ –> ถ้าร่างกายพังคงทำงานไม่ได้ ทำงานไม่ได้ก็ไม่มีเงิน ป่วยก็เลี้ยงดูครอบครัวไม่ได้ แถมเป็นภาระให้คนอื่นต้องมาดูแลอีก

ดังนั้น ผมเชื่อว่า ความสงบสุขในชีวิตจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรา “บาลานซ์” องค์ประกอบทั้ง 5 ของชีวิตได้อย่างมีสมดุลดีให้ได้ครับ

ใครบางคนอาจจะบอกว่า “โอ้ย! เอาแค่ส่วนงานกับเงิน ยังทำได้ไม่ดีเลย นี่จะให้ทำให้ดีครบทุกส่วน ถึงจะมีความสุข ชีวิตมันจะยากเกินไปรึเปล่า(วะ)?”

นี่แหละครับ คือสิ่งที่ผมอยากจะพูดในวันนี้

เพราะไม่มีทาง ที่อยู่ๆ เราจะสามารถทำให้ทุกส่วน ดีขึ้นทันตาเห็นได้พร้อมๆกัน เราจึงต้องมีสิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวทั้ง 5 ส่วนเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อที่จะทำให้เรามีความสุขในปัจจุบันได้ทันที ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์ทุกส่วน ถึงจะมีความสุขได้

สิ่งนั้นก็คือ การรู้สึกถึง “คุณค่า” ของตัวเอง โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร

ขอย้ำว่า “ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร”

“คุณค่าของงาน” คือการรักและศรัทธาในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับผู้บริหาร งานธรรมดาระดับพนักงงานออฟฟิศทั่วไป หรืองานที่เล็กน้อยอย่างงานใช้แรงงาน แต่ทุกงานเป็นงานที่ยิ่งใหญ่สำหรับเราได้ ถ้าเราศรัทธาและเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ

พนังงานล้างส้วม หรือ คนที่รักษาสุขอนามัยให้คนนับร้อย?

ยามเฝ้าหมู่บ้าน หรือ ผู้พิทักษ์ความสงบสุขให้ทุกครอบครัว?
พนังงานต๊อกต๋อย หรือ ฟันเฟืองสำคัญของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่?

ถ้ายังไม่รู้สึก หรือยังตามหาไม่เจอ ผมแนะนำว่า ให้ออกตามหาจนกว่าจะเจอ หรือปรับทัศนคติเสียใหม่ครับ เพราะการรักในสิ่งที่ทำ คือจุดเริ่มต้นของคุณค่าทุกอย่างในชีวิตจริงๆ

“คุณค่าของเงิน” คือ การรู้ว่า เงินมีไว้ เพื่ออะไร? เพื่อไว้อวดร่ำรวย โชว์รสนิยม สนองตัณหาของตัวเองที่ไม่เคยพอ หรือ คือปัจจัยที่มีไว้เพื่อความสงบสุขและความราบรื่นของชีวิต?

พูดแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าผมไม่อยากให้ใครกินอาหารแพงๆ ซื้อของแบรนด์เนม เที่ยวต่างประเทศ หรือไม่ต้องรู้จักบริหารเงิน รู้จักลงทุน ให้มีเงินเยอะๆนะครับ

เพียงแต่เราควรรู้ว่า ความเหมาะสมของการใช้จ่าย กับชีวิตของเราอยู่ตรงไหน

เพราะเอาเข้าจริงๆ การที่เรากินอิ่ม นอนหลับ มีเงินจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆได้ ใช้จ่ายเพื่อบันเทิงตามสมควร ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินเหตุ ก็น่าจะเพียงพอกับชีวิตคนเราแล้ว

จะกินแพงแค่ไหน อร่อยแค่ไหน เที่ยวสนุกแค่ไหน ใช้ชีวิตหรูหราขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องมีวันหมดความตื่นเต้นอยู่ดี ถ้ายังตามหาคุณค่าของชีวิตไม่เจอ

สุดท้ายคนเราก็ต้องการแค่ “เวลา” และ “ความสุขสงบ” มีชีวิตที่ราบรื่น เท่านั้นแหละครับ (ส่วนถ้าความต้องการพื้นฐานของเราสามารถถูกตอบสนองด้วยเงินที่เราหามาได้เรียบร้อย ไม่เดือดร้อนแล้ว หากมีความสามารถที่จะมีมากกว่านั้น แล้วอยากจะใช้ได้มากกว่านั้นโดยไม่เบียดเบียนใคร อันนี้ก็ตามสบายเลยครับ)

ซึ่งนี่แหละ คือแนวทางของการวางแผนทางการเงินที่ผมใช้เป็นแก่นของการวางแผนของผมเลยครับ

“คุณค่าของสังคมและครอบครัว” คนเราคงไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ดีไปหมดซะทุกอย่าง แม้กับคนใกล้ตัว ก็มีดีบ้าง มีแย่บ้าง ถึงเราจะเคยทะเลาะกันบ้าง โกรธกันบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อคนมาอยู่รวมกัน แต่ก็เพราะพวกเขาไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราเคยมีความสุขร่วมกันมา เป็นห่วงเป็นใยเรา อยู่เคียงข้างเราเวลาที่เราไม่มีใคร

พยายาม “จับถูก” มากกว่า “จับผิด” นึกถึงสิ่งดีๆที่เคยมีให้กันมากกว่าจะมองเรื่องแย่ๆ แล้วจะเห็นคุณค่าของคนที่อยู่ข้างเราครับ

“คุณค่าของสุขภาพ” ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต

ในที่นี้ อาจรวมถึงรูปร่าง หน้าตา ของตัวเองด้วย เราอาจจะไม่สวยหล่อ หุ่นไม่ดีเหมือนคนอื่น แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าเปลือกนอก คือตัวตนภายในของเราเอง เราเป็นคนดี เอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ มีความรับผิดชอบ เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว มีจิตใจที่ดีงาม มันคือสิ่งที่บ่งบอกถึงคุณค่าในตัวเราต่อคนอื่นๆในสังคม

สุขภาพที่ปกติของร่างกายเรา ที่ยังไม่เจ็บ ไม่ป่วย มีอวัยวะครบ 32 คือพรอันประเสริฐแล้วครับที่เรายังปกติได้อยู่ ยังสามารถเดินเหินได้ปกติ ยังมองเห็น หยิบจับอะไรได้สะดวกสบาย ดังนั้น ใช้ร่างกายที่ปกติของเราให้ดี อย่าหักโหม เร่งทำลายสุขภาพของเราจากการทำงานหนักเกินไป หรือการเสพของที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ หรือแม้แต่ใช้ชีวิตด้วยความประมาท โลดโผน จนมีความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพ

อย่าให้เมื่อถึงวันใดที่มันไม่ปกติอีกต่อไป แล้วจะต้องมาเห็นคุณค่าของความปกติสุขของสุขภาพร่างกายของเราเลยครับ

ถ้าทุกคนทำได้ เห็นคุณค่าในทุกๆด้านของชีวิตตัวเอง แม้หลายๆสิ่งหลายอย่างในชีวิตอาจจะยังไม่ดีพร้อม ยังอยู่ในระหว่างพัฒนาหลายๆส่วนของชีวิต ยังอยู่บนเส้นทางของความฝัน กำลังเดินทางสู่เป้าหมายที่ยังอีกยาวไกล แต่ผมเชื่อว่าทุกคนจะมีความสุขตั้งแต่วันนี้ ตอนนี้ กันได้ ถ้าเราปรับมุมมองความคิดได้ดีพอ โดยที่ไม่ต้องไปรอความสุขเมื่อถึงเป้าหมายเลย