จตุพรมั่นใจไม่ทำผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราว

จตุพรมั่นใจไม่ทำผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราว

จตุพรมั่นใจไม่ทำผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราว

‘จตุพร พรหมพันธุ์’ มั่นใจ ไม่ทำผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราว ยัน มีสิทธิ์แสดงความเห็นในฐานะประชาชน ชี้ ปม ‘ปรีชา’ ไม่เกี่ยวข้องปัญหาการเป็นประชาธิปไตย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เผยแพร่ความคิดเห็นส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ว่า ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ ศาลอาญา นัดไต่สวนคำร้องถอนประกันตัวในคดีก่อการร้าย โดย อัยการ อ้างเหตุจากการแสดงความเห็นต่อปัญหาของบ้านเมืองว่า เป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขที่ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนตัวเชื่อว่า มีสิทธิ์พูดแสดงความเห็นต่อปัญหาบ้านเมือง ในฐานะประชาชนที่รักบ้านเมือง และไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขแต่อย่างใด  หากไม่ให้ประชาชนคนหนึ่งได้แสดงความเห็นของชาติบ้านเมือง การมีอิสรภาพย่อมไม่เกิดประโยชน์ ยินดีให้เอาอิสรภาพไปคุมขังคุกได้โดยไม่มีปัญหาใด ๆ

ทั้งนี้ นายจตุพร กล่าวถึงกรณี พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่กำลังถูกสังคมตรวจสอบอยู่ในขณะนี้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาการเป็นประชาธิปไตย  แต่เป็นมาตรฐานจริยธรรม คุณธรรมของผู้มีอำนาจปกครอง ต้องรับผิดชอบกับผลกระทบร่วมกับน้องชาย สิ่งนี้จึงเป็นโมเดลของการเกิดเหตุการณ์ 14 ต.ค. ที่ทำให้ จอมพล ถนอม กิตติขจร ถูกต่อต้านและพ้นจากอำนาจนายกรัฐมนตรี

ศาลรธน.นัดอภิปราย-ลงมติวินิจฉัยร่างรธน.

ศาลรธน.นัดอภิปราย-ลงมติวินิจฉัยร่างรธน.

ศาลรธน.นัดอภิปราย-ลงมติวินิจฉัยร่างรธน.

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอภิปรายและลงมติวินิจฉัย ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นไปตามคำถามพ่วงประชามติหรือไม่

วันนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการอภิปรายและลงมติวินิจฉัยคำร้องของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กรณีการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ว่าสอดรับกับคำถามพ่วง ที่ผ่านประชามติหรือไม่ ตามมาตรา 37/1 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่กำหนดว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมหรือ “คำถามพ่วง” ได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติ ให้เป็นหน้าที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ

ทั้งนี้ คำถามพ่วงในการทำประชามติ ระบุว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งหลังจากประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงในการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 กรธ. จึงได้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ โดยแก้ไขในมาตรา 272 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2559